A New Era for Fan Efficiency is Coming
การติดตามข้อบังคับใหม่ๆ ของสหภาพยุโรปอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่กฎระเบียบด้านการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (ErP) ฉบับใหม่ หรือ (EU) 2024/1834 นั้นไม่ใช่แค่การอัปเดตเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับพัดลมอุตสาหกรรม ที่มีกำลังไฟฟ้าเข้าตั้งแต่ 125 วัตต์ ถึง 500 กิโลวัตต์ กฎระเบียบนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนมาตรฐานประสิทธิภาพพัดลมและความรับผิดชอบของผู้ผลิตในตลาดยุโรปครั้งใหญ่
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบระบบ (System Integrator) บทความนี้จะเจาะลึกประเด็นที่ซับซ้อนและสรุป 5 ประเด็นสำคัญที่คุณต้องทำความเข้าใจ ก่อนที่กฎระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ในปี 2026 เพื่อให้คุณสามารถเตรียมตัวและวางแผนได้อย่างมั่นใจ
Takeaway 1: การประเมินประสิทธิภาพแบบ “ทั้งระบบ”
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในกฎระเบียบใหม่คือการเปลี่ยนมุมมองจากการประเมินชิ้นส่วนแยกกัน ไปสู่การประเมินพัดลมในฐานะ “ระบบที่สมบูรณ์” ซึ่งหมายความว่าประสิทธิภาพจะถูกวัดโดยพิจารณาจากส่วนประกอบหลักทั้งหมดทำงานร่วมกัน ได้แก่ มอเตอร์, ส่วนประกอบด้านอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics/Impeller), และส่วนประกอบเสริม (Auxiliary components/Stator)
แนวทางแบบองค์รวมนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เหนือกว่ามาตรฐานเดิม เพราะมันส่งเสริมให้เกิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยรวม แทนที่จะมุ่งเน้นแค่ประสิทธิภาพของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นแยกกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ผลักดันให้ผู้ผลิตต้องแน่ใจว่าส่วนประกอบทุกชิ้นทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวที่สุด
Takeaway 2: คุณอาจเป็น “ผู้ผลิต” โดยไม่รู้ตัว (และต้องรับผิดชอบ)
หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดและอาจสร้างความสับสนได้คือ “ใครคือผู้รับผิดชอบ” ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบนี้ คำตอบคือ “ผู้ที่ประกอบพัดลมจนสมบูรณ์และนำออกสู่ตลาด” ซึ่งอาจหมายถึงตัวคุณเองในบางสถานการณ์ กฎระเบียบได้กำหนดความรับผิดชอบไว้ 3 กรณีหลัก ดังนี้:
1. การซื้อพัดลมสำเร็จรูป: หากคุณซื้อพัดลมที่ประกอบเสร็จสมบูรณ์จากซัพพลายเออร์ เช่น ZIEHL-ABEGG ทางซัพพลายเออร์จะถือเป็น “ผู้ผลิต” และเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั้งหมด รวมถึงการออกเครื่องหมาย CE และจัดทำเอกสารที่จำเป็น
2. การประกอบชิ้นส่วนเอง: หากคุณซื้อชิ้นส่วนต่างๆ (เช่น มอเตอร์, ใบพัด) มาประกอบเป็นพัดลมด้วยตัวเอง คุณ จะถูกนับว่าเป็น “ผู้ผลิตพัดลม” และต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การออกเครื่องหมาย CE และการจัดทำเอกสารทั้งหมดด้วยตนเอง
3. การใช้ส่วนประกอบเสริมที่คุณผลิตเอง: หากคุณใช้มอเตอร์และใบพัดจากผู้ผลิต แต่ใช้ร่วมกับส่วนประกอบเสริม (เช่น โครงสร้างรองรับ) ที่คุณออกแบบและผลิตขึ้นเองซึ่งแตกต่างจากสเปคของผู้ผลิต คุณจะกลายเป็นผู้ผลิตพัดลมเต็มตัวและต้องรับผิดชอบทั้งหมด ที่สำคัญคือ คุณจะไม่สามารถใช้ข้อมูลประสิทธิภาพที่ผู้ผลิตมอเตอร์และใบพัดให้มาได้ และต้องทำการทดสอบและรับรองข้อมูลทั้งหมดด้วยตนเอง
Takeaway 3: ข่าวดี! คุณไม่จำเป็นต้องรื้อระบบเก่า
หลายคนอาจกังวลว่ากฎระเบียบใหม่นี้จะบังคับให้ต้องปรับปรุงหรือเปลี่ยนระบบระบายอากาศที่ติดตั้งและใช้งานอยู่แล้วหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” กฎระเบียบนี้ ไม่มีผลย้อนหลัง
ข้อบังคับนี้จะใช้กับพัดลมที่ถูกนำออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไปเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าระบบที่ติดตั้งและทำงานอยู่ก่อนวันดังกล่าวไม่จำเป็นต้องถูกรื้อถอนหรือปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่นี้
Takeaway 4: ขอบเขตกว้างกว่าแค่เรื่องประสิทธิภาพสูงสุด
กฎระเบียบใหม่นี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ณ จุดทำงานสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขยายขอบเขตการพิจารณาให้ครอบคลุมด้านอื่นๆ ที่สำคัญต่อความยั่งยืนด้วย ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตมีภาระหน้าที่ในการให้ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นต่อไปนี้:
• ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพที่ภาระงานบางส่วน (Information on partial load performance): นี่เป็นข้อมูลสำคัญมาก เพราะในความเป็นจริงพัดลมส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานเต็มกำลัง 100% ตลอดเวลา ข้อมูลนี้จึงให้ภาพที่สมจริงยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการใช้พลังงานในสภาวะการทำงานจริง
• ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Resource efficiency throughout the entire life cycle): เป็นการมองภาพที่ใหญ่กว่าแค่การใช้พลังงาน โดยพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ เช่น วัสดุที่ใช้ ความสามารถในการซ่อมแซม และการจัดการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน ซึ่งเป็นการส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน
• ขยายขอบเขตภาระหน้าที่ในการให้ข้อมูลสำหรับผู้ผลิต (Extended information obligations for manufacturers): ผู้ผลิตจะต้องจัดทำเอกสารที่โปร่งใสและครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของพัดลมและการใช้ทรัพยากร ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามีข้อมูลที่ดีขึ้นเพื่อใช้ในการตัดสินใจ
Takeaway 5: กำหนดเวลาสำคัญ และข้อยกเว้นที่ควรรู้
เพื่อให้การวางแผนของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น คุณควรทราบถึงกำหนดเวลาและข้อยกเว้นที่สำคัญของกฎระเบียบนี้
กำหนดเวลาสำคัญ:
• 24 กรกฎาคม 2026: กฎระเบียบใหม่ (EU) 2024/1834 จะมีผลบังคับใช้และเข้ามาแทนที่กฎระเบียบเก่า (EU) 327/2011 อย่างสมบูรณ์
• 24 กรกฎาคม 2027: สิ้นสุดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับพัดลมที่ใช้เพื่อการทดแทน (Replacement fans) และพัดลมที่ถูกติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์อื่น ทั้งนี้ การขยายเวลานี้มีผลบังคับใช้ภายใต้เงื่อนไขบางประการเท่านั้น ไม่ใช่การขยายเวลาโดยอัตโนมัติ คุณจึงควรตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ของคุณเข้าข่ายสำหรับระยะเวลาเปลี่ยนผ่านนี้หรือไม่
ข้อยกเว้นบางประการ: กฎระเบียบนี้ไม่ได้ครอบคลุมพัดลมทุกประเภท โดยมีข้อยกเว้นสำหรับพัดลมบางชนิด เช่น:
• พัดลมกันระเบิด (ATEX fans)
• พัดลมสำหรับใช้งานในกรณีฉุกเฉินในระยะเวลาสั้นๆ
• พัดลมสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเป็นพิเศษ
• พัดลมที่ใช้ในยานพาหนะขนส่ง
Conclusion: Turning Regulation into Opportunity
กฎระเบียบ ErP ฉบับใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่เทคโนโลยีพัดลมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเปลี่ยนมุมมองจากการพิจารณาชิ้นส่วนไปสู่การคิดเชิงระบบ ซึ่งจะผลักดันนวัตกรรมและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว
การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายได้ทันท่วงที แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการของคุณให้เหนือกว่าคู่แข่ง คำถามสำคัญที่คุณควรถามตัวเองในตอนนี้คือ: “ระบบของคุณพร้อมสำหรับอนาคตแล้วหรือยัง และคุณจะเปลี่ยนข้อบังคับนี้ให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างไร”
Driving efficiency. Shaping a sustainable future.
โซลูชันของ ZIEHL-ABEGG ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวันนี้เท่านั้น แต่เพื่อรองรับระบบอากาศและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
หากคุณกำลังมองหาประสิทธิภาพที่วัดผลได้ พร้อมความยั่งยืนในระยะยาว — เราพร้อมให้คำปรึกษา

